จากเรื่องที่ผ่านๆ มาก็คิดว่าที่ไหนๆ ก็คงมีสิ่งที่เรามองไม่เห็นทั้งนั้นอ่ะ เพียงแต่เราจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับมันยังไงเท่านั้นเอง

เรื่องนี้ก็เช่นกัน เป็นความเชื่อเฉพาะบุคคล ถ้าไม่ได้เจอกับตัวคุณจะไม่มีวันเข้าใจเรา

และบ้านเก่าเป็นต้นเหตุทำให้เรารู้สึกว่าไม่กล้าที่จะนอนคนเดียว ไม่กล้าที่จะใช้ชีวิตโดดเดี่ยว เราก็ได้แต่งงานแยกตัวกับน้องๆ ออกมา และสามีก็เช่าบ้านหลังหนึ่ง ตอนแรกที่ฟุโดซัง (บริษัทหาบ้าน) เค้าหาให้ เค้าก็ไม่ได้พาไปเส้นทางที่น่ากลัว นี่คือเคล็ดลับของฟุโดซัง บ้านหลังนี้ดูปลอดโปร่ง เราไม่ได้เป็นคนเลือกเอง เนื่องจากสามีเป็นคนหามาให้ทั้งหมด จุดนั้น อะไรก็ต้องเอา และเพื่อนบอกว่าที่ไหนๆ ในญี่ปุ่นมันก็มีแต่สิ่งมองไม่เห็นเพราะที่นี่เคยเกิดสงคราม เอาตามครงที่ไหนก็เช่นกัน 

เราเข้ามาบ้านหลังนี้แล้วชอบทุกจุดเลย ยกเว้นห้องอาบน้ำ ซึ่งเจ้าบี ตอนมาส่งที่บ้านหลังนี้ก็ดันทักเหอะว่าเจ๊ บ้านนี้มีมีท้องช้าง มีผีเหอะ คือน้องมันก็พูดแบบเด็กๆ เราเลยบอกบ้าคิดมาก แต่เมื่อน้องมันกลับไปเราก็เดินสำรวจบ้าน ปรากฎว่าบ้านใหม่ของเราแวดล้อมด้วยวัด และหลุมศพถึง 8 จุด ซึ่งเขตนี้เป็นเขตที่คนในโตเกียวบอกว่ามีค่าที่ดินแพง (ที่แพงเพราะที่ดินแทบไม่มีเค้าเอาไปทำหลุมศพหมด) เขตนี้เป็นเมืองเก่า และมีร้านกาแฟชื่อดังๆ มารวมตัวกันเยอะสุดในโตเกียว ร้านกาแฟชื่อดังก็ตรงข้ามสุสาน กลางวันที่นี่จะคึกคักมากๆ กลางคืน จะเงียบเหมือนป่าช้า (ก็ป่าช้าแหล่ะ) แล้วรอบๆ จะเป็นโรงงานติดคลองสะด้วย ช่วงซากุระสวยมากๆ ตอนคนส่งของมาส่งนั่งมากับลุงเค้าๆ ก็บอกวว่าที่นี่คือศูนย์ราชการโตเกียวเก่า แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ เราก็ไม่กล้าถามต่อว่าเกิดไรขึ้น ได้แต่นั่งเงียบ 

ช่วงเราอยู่บ้านหลังนี้อาทิตย์แรกๆ นี่แบบเครียดมากนะ มันเงียบเกิน ถึงบ้านเก่าจะมีผี แต่รอบๆ เป็นชินจุกุ คนเยอะ แต่ที่นี่เงียบเกินไป ดูซีรีย์เท่าไหร่สามีก็ไม่กลับบ้านสักที จนอยู่ได้เดือนนึงก็ชิน แต่มีคืนนึงตื่นมาหายาตอนตีสามกว่าๆ รู้สึกปวดหัว เลยเข้าไปในห้องแต่งตัว เป็นห้องใหญ่ แล้วมีประตูเชื่อมกับห้องพาว์เดอร์ ห้องอาบน้ำที่เราคิดว่าเราไม่ค่อยโอกับที่นั่น ตอนนั้นเรากำลังหายาอย่างใจจดจ่อ ก็ได้ยินเสียงดังตุ๊บๆ สองทีหันไปหัวใจหล่นถึงตาตุ่ม

เจอหลอดยาสีฟันที่เป็นแคลเซี่ยมของคลอเกต ร่วงอยู่กับพื้น คำถามแรงคือร่วงตกใส่อ่างอาบน้ำแล้วเด้งลงพื้น ทั้งที่เราเสียบมันไว้อย่างแน่ๆ แบบนี้ทุกๆ คืน 

ในใจคิดใครโยนมันลงมา ขนลุกซู่ วิ่งไปนอนแบบไม่ต้องหายาแล้ว จุดนั้น สวดมนต์อย่างเดียวแล้วหลับถึงเช้า

 

 

หลังจากนั้นมาเราก็มีความรู้สึกว่ากลัวห้องนั้นแล้วเคยเห็นแบบแว็บๆ ซึ่งเล่าให้สามีฟังทีไรนางก็ว่าเราคิดมากเกินไป เออคิดมากก็คิดมาก จนอยู่มาได้สองปีแล้ว ก่อนจะย้ายบ้านก็ได้เจอกับเหตุการณ์นึง ซึ่งคิดว่าไม่เล่าไม่ได้จริงๆ ซึ่งเราเล่าให้สามีฟังเค้าก็พูดแบบเดิมคือ

สามีชอบนอนละเมอแต่ไหนแต่ไร ซึ่งนิสัยจะคล้ายๆ กับบี บีชอบพูดคนเดียวตอนนอน ครั้งนี้เราเพิ่งซื้อแมวมา แล้วเราก็ชอบเอาแมวใส่กรงตอนนอน เพราะมันชอบแกล้ง แต่ก็จะมีบางทีที่สามีสงสารก็จะแอบไปปล่อยเจ้เหมียวออกมานอน ช่วงเอาแมวมาเลียงได้ครบเดือนมันชอบร้องตอนตีสามครึ่งขอออกจากกรง เราก็เลยคิดว่าเอาหล่ะ เจ้าเหมียวมันเป็นนายเราละ เรียกทาสให้เปิดกรงให้สินะ

ตอนนั้นหลับๆ อยู่ มีคนมาเหยียบหมอน และเหยียบหลายรอบมากๆ สามีก็พูดขึ้นมาว่าออกไปๆ เราก็เข้าใจว่าเค้าพูดกับแมว เค้าบอกทำไมตัวใหญ่นักวะ เราเลยแอบขำว่าแมวมันโตขึ้น แต่ว่าเริ่มไม่ขำตรงเค้าเสียงดัง เลยปลุกเค้าแล้วบอกว่าคุยกับใคร เพราะตอนนั้นได้ยินเสียงเหมียวเรียกเราจากด้านนอกห้องที่กรง แล้วเราเลยมองไปที่หน้าต่าง เห็นแสงไปสีส้ม วาบไป ซึ่งหน้าต่างห้องเรา ตรงนั้นไกลจากที่ๆ จะทำให้เกิดแสงไฟได้มากๆ จะเป็นตึกอีกตีกก็ยากอยู่นะ และมีโอกาสยากมากที่จะมีแสงไฟสีส้มวาบหายไปประมาณสิบกว่าวินาที (ใจแอบคิดว่ามีคนมากลับรถรึเปล่า) หยิบมือถือมาดูตีสามครึ่ง เหงื่อเริ่มออก แล้วก็อยากเข้าห้องน้ำ เลยเดินไปเข้าห้องน้ำ เหมียวมันเรียกเลยเอามันออกจากกรงแล้วรีบเอามานอนด้วยกัน (นอนหลายคนอุ่นใจดี)

ผ่านไปสามสี่วัน เป็นอีกคืนที่เราไม่ได้สวดมนต์ก่อนนอน ซึ่งปกติจะทำตลอดแต่วันนั้นขี้เกียจมากๆ

ก็ถึงเวลานอนก็นอนอย่างชิลเลย ปรากฎว่าฝันค่ะ ฝันว่านอนอยู่บ้านที่ไทยกับพี่สาว แล้วก็นอนกันมาแต่เด็กไง เลยรู้สึกเฉยๆ แต่กลับได้ยินเสียงคนพูดกัน (ที่ได้ยินทุกครั้งคือภาษาญี่ปุ่นนะ) มีผู้ชายคุยกันเสียงดังมากๆ สี่ห้าคน คุยกันว่า เร็วๆ รีบๆ ไป จะหยุดทำไม เสียงดังขึ้นเรื่อยๆ จนเรารู้สึกว่าทำไมนอนกับพี่สาวแต่มีเสียงผู้ชาย ตอนนั้นฝันนะ ในฝันหันไปมองหน้าพี่สาว เพราะนอนตะแคงทางขวามือ หันหลังกลับไปในฝันเจอผู้ชายนอนทับกันสาม สี่คนซึ่งไม่มีหน้าพี่สาวเราเลยสักคน แล้วเราก็ตัวหนักขึ้นเรื่อยๆ แต่แค่หนัก ยังขยับได้อยู่ เลยกรี๊ดดดดด ดังๆ แล้วสามสี่คนนั้นก็วิ่งแตกกระจายกันไปทางหน้าต่าง ซึ่งเราตื่นแล้วเห็นชัดมากว่ามีร่างลางๆ วิ่งไปทางหน้าต่าง (ใจขอให้เป็นภาพหลอน เพราะอาจจะซ้อนๆ กัน) ตอนนั้นคือไม่กึ่งหลับ กึ่งตื่น เพราะตื่นตั้งแต่กรี๊ด แค่คิดว่าขอให้ตาลาย แล้วมองไปที่หน้าต่างก็เหมือนเดิมค่ะ เจอไฟสีส้มติดขึ้นมาอีก สิบยี่สิบวิ แล้วดับไป ตอนนั้นเครียดมาก แต่เอาอีกแล้ว เหมียวร้อง เราหันไปสามีก็นอนปกติ เลยตัดสินใจหยิบมือถือมาดูแล้วก็ไปเข้าห้องน้ำ แต่เหงื่อนี่ออกแบบชุ่มที่นอนนะ แล้วก็เอาเหมียวมานอนด้วยเหมือนเดิม

จากวันนั้นต้องไปทำงาน ก็คิดว่าเราคิดไปเอง หรืออะไรหรือเปล่า ทำงานจนถึงหกโมง ก็แชตกับน้องๆ น้องๆ มันก็บอกว่าอาจจะเพราะช่วงโอบ้งผีออก แต่เราไปบังเอิญเจอเพื่อนเกาหลี และกลับบ้านพร้อมกัน นางเคยอยู่สถานีเดียวกับเราแล้วย้ายไป นางบอกเป็นไรหน้าตาดูไม่ค่อยดีเลย

เราก็เลยเล่า และออกตัวว่าฉันไม่ได้บ้านะ แล้วฉันก็ไม่รู้เธอจะคิดยังไง

เพื่อนเกาหลีได้ฟังหัวเราะแล้วก็บอกว่าฉันเป็นคนเกาหลีที่เจอมาเยอะที่ญี่ปุ่นนี่ ฉันบอกเลยว่าหลายหนมากๆ ที่ฉันอยู่บ้านเก่าแล้วที่นอนมันบุ๋มเองกลางคืน ฉันได้ยินเสียงคนหัวเราะบ้าง ร้องไห้บ้าง วิ่งผ่านตัวฉันบ่อยๆ ฉันรู้ว่าตรงที่ฉันนอนมันคือทางผีผ่าน แต่ฉันก็เปลี่ยนทิศนอนเอาให้ไม่เจอ เธอต้องอยู่กับเค้าให้ได้ ฉันเจอเยอะ แต่ฉันแค่ไม่พูด เพราะฉันไม่เคยกลัว (ผู้หญิงเกาหลีสมแล้วที่เค้าบอกว่าพวกนางแกร่งมากๆ)

กลับมาบ้านก็ขอสามีเปลี่ยนทิศนอนแต่คนญี่ปุ่นเค้าไม่เชื่อ ก็ต้องนอนแบบนี้ต่อไปจนถึงวันย้ายออกค่ะ หัวนอนของเราก็คือตรงกับตรงจุดที่ห้องพาว์เดอร์ที่ยาสีฟันร่วงลงมานั่นเอง

เอาไว้จะมาเล่าให้ฟังอีกนะคะ ซึ่งหลายคนบอกเป็นเพราะช่วงโอบ้ง เค้ากลับมาเที่ยวเมืองมนุษย์ได้ แต่จุดนี้เราไม่สนไรทั้งนั้น มาช่วงไหนกรูก็ไม่โอ!!!

ขอบคุณที่อ่านนะคะ 

 

 

edit @ 12 Aug 2016 23:42:56 by JAPANiCAN by nana

Comment

Comment:

Tweet

Categories