ต้องขออภัยมิตรรักแฟนสุกี้น้ำ ทุกๆ ท่านที่เรื่องนี้ภาคจบกลับกลายเป็นช้า เพราะไปต่างจังหวัดมา
 
ดูความเดิมตอนที่แล้วตอนที่ 1>> http://natnaree22.exteen.com/20160204/entry-1
ดูความเดิมตอนที่แล้วตอนที่ 2 >> http://natnaree22.exteen.com/20160208/entry
 
เอาหล่ะ เรามาดูกันว่าชีวิตหลังจากที่ได้รู้ว่าในบ้าน ไม่ได้มีแค่เรากับบี และเอ็มจะย้ายตามมาอยู่ แต่มีคุณยายที่เป็นเจ้าของที่นี้ แบบอยู่เก่าแก่มานานร่วมอยู่กับเราด้วยจะเป็นยังไงบ้าง
 
ตอนกลับมาจากไทย สภาพเราแบบไม่สบายหนักอ่ะ
ก็พอดีบีไปทำงานไกด์ด้วยทันทีหลังจากที่กลับ เราต้องอยู่คนเดียว เสธมีแฟนมาเที่ยว แฟนเสธเลยมาดูแล ระหว่างป่วยนั้น พูดก็พูดเหอะมันทรมานมากๆ เหมือนอาการจะดีขึ้น พอมาถึงญี่ปุ่นก็ยิ่งทรุด แฟนเสธก็ไม่ได้นอนไปด้วย จนกระทั่งเอ็ม จะต้องย้ายของเข้ามาอีกไม่กี่วัน แล้วรู้ว่าเราไม่สบาย เอ็มเลยเอายามาให้พร้อมยันเอามาติดให้ ทั้งที่เอ็มไม่รู้เรื่องอะไรเลย แต่เอ็มมีของไว้อยู่แล้ว 
 
จากนั้นก็ประมาณ 1 อาทิตย์กว่าเราจะหายป่วย แล้วเอ็มก็ย้ายเข้ามาพอดี ระหว่างเอ็มไม่อยู่บ้าน ถ้ายังจำได้กัน จะรู้ว่าตอนบีกำลังฝันว่ามีคนมาลากวิญญาณเค้าออกจากร่างนั้น เรากำลังคุยโทรศัพท์ผ่านไลน์กับน้องหนึ่ง 
และในช่วงที่เอ็มกำลังย้ายเข้ามา น้องหนึ่งก็มาเที่ยวญี่ปุ่นแล้วขอมาดูบ้านหลังนี้ ซึ่งเราก็พาหนึ่งมาเอาของ หนึ่งพอจะรู้มาบ้างว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะได้เล่าให้ฟังว่า เราต้องทนอยู่ที่นี่เพราะว่าเราเสียเงินกับค่าแรกเข้าไปเยอะ 
เมื่อหนึ่งได้มาดูบ้าน หนึ่งเปิดห้องเสื่อซึ่งเป็นห้องของบี หนึ่งหันมาพูดด้วยสายตาเข้มๆ ว่า "ห้องนี้น่าอยู่จังนะคะ” 
พูดแล้วยังขนลุก เพราะหนึ่งเองไม่น่าจะรู้ตัวด้วย ว่าหนึ่งดูคล้ายๆ กับตอนที่บีอยากได้บ้านหลังนี้ ตอนนั้นหนึ่งไม่เคยคิดจะมาอยู่ญีปุ่นเลยสักนิด แล้วเราก็ไปส่งหนึ่งตอนเดินไปส่งยังแอบๆ กลัวเลย เราไม่กล้างอยู่บ้านหลังนั้นคนเดียวในบางวัน วันนั้นก็เป็นอีกวันที่ไปนั่งเล่นแมคโดนัล แล้วรอให้บีกลับมากค่อยกลับบ้าน
 
เมื่อเอ็มย้ายเข้ามาอยู่ได้สัก 2 อาทิตย์เราก็คุยกับบีว่าดีแล้วแหล่ะที่เอ็มไม่โดนอะไรเลย คือเอ็มนอนคนเดียว อันนี้เรากลัวกันมากว่าเอ็มจะโดนอะไรแล้วพวกเราไม่รู้ 
เพราะเจ้าน้องคนนี้ แต่ก่อนอยู่บ้านเกสเฮ้าส์ด้วยกัน นางเจอบ่อยมากๆ ตื่นมาขาเป็นรอยมือเด็กมาบีบก็มี เราวางใจกันมากซึ่งวางใจได้แค่ไม่กี่วัน 
 
ตอนเช้า ก่อนบี และเอ็มจะไปโรงเรียน แล้วเรากำลังตื่นมาแต่งหน้าไปทำงาน 
เอ็มเดินออกมาจากห้องนอนแล้วน้ำตานองหน้า เข้ามากอดแล้วบอกว่าพี่ เมื่อคืนไม่ได้นอนเลย เรางี้ตาลุกวาว แล้วบอกว่าเอ็มๆ เป็นอะไรเหรอ นอนไม่หลับก็มาปลุกพี่สิ ทำไมไม่ปลุกอ่ะ เกิดไรขึ้น ไม่สบาย ??!!?!?
เอ็มชี้ไปที่ตู้ แล้วบอกว่ามีผู้หญิง โผล่ออกมาจากตู้โดยไม่ต้องเปิดตู้เลย จากนั้น เค้าลากเอ็มออกจากที่นอน เราเลยถามว่าฝันรึเปล่า เอ็มบอกเหมือนหลับไปแล้วเค้าลาก ก็ตื่นขึ้นมา จากนั้น เค้าก็หายไป เอ็มก็หลับไปอีกเพราะคิดว่าฝัน แต่ไม่ใช่ หลับกี่รอบก็ถูกลากอีก เอ็มเลยบอกนี่มันไม่ใช่ละ ทำไงดี มันน่ากลัวมากๆ เอ็มกลัว 
 
จากนั้นเอ็มเลยโทรหาแม่ แม่บอกว่าให้เปิดเพลงสวดมนต์ ก่อนนอนทุกคืน เราไปนอนเป็นเพื่อนเอ็มสองคืน หลังจากนั้นเราก็คุยกับบีว่าจะทำไงดี บอกเอ็มมั๊ย บีบอกว่าเอ็มมีหิ้งพระ มียันต์ มีแม่เค้าคุ้มครอง ยังไงเอ็มก็รู้แน่ๆ ว่าบ้านหลังนี้มี ก็บอกแค่ว่ามีแล้วกัน 
 
หลังจากนั้นไม่นาน หนึ่งโทรมาบอกเราว่า พี่ช่วยติดต่อโรงเรียนภาษาให้หน่อย หนึ่งอยากอยู่ญี่ปุ่น หนึ่งอยู่ไทยไม่ได้แล้ว อยากมาเรียนภาษาญี่ปุ่น ไม่รู้ทำไม หนึ่งอาจจะขอไปอยู่บ้านพี่แล้วกันช่วงแรก จากนั้นค่อยว่ากัน แล้วหนึ่งก็รีบทำวีซ่า เราคิดเลยหนึ่งคงมีกรรมร่วมกับพวกเรามาแต่แรกแหล่ะ เพราะเรากำลังคุยโทรศัพท์กับหนึ่งในตอนบีโดนด้วยอ่ะ
 
กลับมาในส่วนของเอ็ม
 
หลังจากนั้น ตัดสินใจเรียกเอ็มคุย แล้วบอกกับเอ็มไปว่าพวกพี่ก็เจอ เราจะทำยังไงกันดี เราจะต้องทนอยู่กันต่อนะ ส่วนบี บอกว่าบีจะอยู่กับเค้าให้ได้ เราต้องใช้ชีวิตร่วมกับสิ่งที่เรามองไม่เห็น ซึ่งหลังจากนั้น บีไม่เคยเจอเค้าอีก เพราะบีตั้งใจจะอยู่กับเค้าให้ได้ บีบอกว่าบีเองยังมั่นใจเค้ายังอยู่แต่บีไม่กลัวละ ซึ่งกว่าจะผ่านจุดกลัวสุดขีดพวกเราก็ทำใจกันอยู่นาน
 
ส่วนเอ็มก็เจอแบบเดิมเรื่อยๆ จนทำใจให้ชิน ไม่ร้องไห้ และแล้วเราก็ต้องมีเหตุย้ายออก เพราะต้องจะแต่งงาน แฟนเลยเตรียมบ้านไว้ให้ ก่อนจะย้ายออก ช่วงนั้นก็คิดว่าจะมีการส่งท้ายกันมั๊ยเนี่ย  เพราะบียังอยู่ต่อกับเอ็มอาจจะไม่โดนอะไร น้องทั้งสองก็ประกาศหารูมเมทใหม่ แล้วคนที่มาอยู่ใหม่ก็คือหนึ่งนั่นเอง เรายังนึกหน้าหนึ่งตอนที่บอกว่าห้องนี้น่าอยู่จังนะคะ ได้เลยอ่ะ
 
แล้วก่อนออกก็เจอจนได้ ซึ่งเราก็เจออีกครั้งส่งท้ายที่หนักพอสมควรคือ เราอยู่บ้านสองคนกับบี จากนั้นเราเข้าไปในห้องแต่งตัวของเรา แล้วเดินออกมา เห็นบี ยืนเกาสิวอยู่หน้าทีวี ก็ไม่ด้คิดอะไร จากนั้นก็ได้ยินเสียงคนกดชักโครกในห้องน้ำ ตอนนั้นขนหัวลุกเลย คิดว่าชักโครกกดเอง เลยทำทีถามบีว่า เห้ยบีกินข้าวรึยังอ่ะ เสียงบีออกมาจากห้องน้ำ บีอยู่ในห้องน้ำ เหตุการณ์พลิกล็อก เราคิดว่าชักโครกกดเอง แต่เปล่า บีอยู่ในห้องน้ำนานแล้ว แล้วสิ่งที่เราเห็นยืนเกาสิวหล่ะ คืออะไร T-T 
มองไปอีกทีคนแกะสิวหายไปแล้วอ่ะ
จากนั้นรีบไปยืนล้างหน้าหน้าห้องน้ำ ซึ่งเป็นห้องพาว์เดอร์ มีอ่างล้างหน้า แล้วจำได้ว่ามองไปในกระจกผมมันลุกขึ้นมาหลายเส้นเลย ที่ต้องไปยืนตรงนั้น เพราะจะได้อยู่ใกล้ๆ บี กลัวมาก รอจนบีทำธุรเสร็จ แล้วถึงเลิกล้างหน้า ตอนนั้นไม่กล้าเล่าให้บีฟัง แต่มาเล่าอีกทีตอนเช้า
 
จากนั้นเราก็ย้ายออก แล้วหนึ่งก็เข้ามาอยู่ หนึ่งน่าจะเป็นคนเดียวที่ไม่เจออะไรเลย เพราะนางดวงแข็งมากๆ ส่วนเอ็ม ไม่นานก็ย้ายออกเพราะกลับไทย แล้วให้เพื่อนสนิทมาอยู่ในห้องเก่าเอ็มแทน
 
เอ็มเล่าว่า เวลาวีดิโอคอลคุยกับเพื่อนสนิทก็มักจะเห็นผู้หญิงคนนึงมายืนอยู่ข้างหลังบ้างในบางที แต่เพื่อนสนิทเอ็มก็ไม่เคยเจอเหตุการณ์อะไรแปลกๆ นะ
 
บีกับหนึ่ง และเพื่อนสนิทเอ็มก็อยู่จนครบสัญญาบ้าน แล้วก็ต่างคนต่างแยกย้ายกันไป และที่แอบขนลุก คือ วันย้ายเข้าคือวันที่ 10 ตุลาคม 2013 แล้วอะไรจะบังเอิญขนาดนั้น เนื่องด้วยชื่อเป็นชื่อเรา เจ้าของบ้านขอร้องให้ไปคืนกุญแจแล้วย้ายออกในวันที่ 10 ตุลาคม 2015 ซึ่งจริงๆ จะไปหลัง หรือก่อนวันนั้น ก็ได้ แต่มันบังเอิญจริงๆ 
 
ถ้าดวงวิญญาณของคุณยาย ยังอยู่ในบ้านหลังนั้น เราขอให้ท่านได้รับบุญที่พวกเราพลัดกันทำไปให้
ส่วนคนที่ย้ายมาอยู่ต่อก็ขอให้ดวงแข็งอย่าจูนคลื่นกับยายติดเลย เพราะยายปรากฎตัว แสดงตัวทีนี่ โหดมากๆ 
และน้องบางคนไปบ่อยๆ ก็ไม่เคยเจอ ไปนอนทับที่เค้าเลยอย่างเช่นน้องจูน แต่อย่างเพื่อนบางคน เช่นมด ไปนอนก็มียายมาเยี่ยมเหมือนกันแต่ไม่โหดมาก
 
เหตุการณ์นี้ยังไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในชีวิต แต่เป็นสิ่งที่ทำให้เราคิดว่าเราไม่อยากนอนคนเดียวอีกแล้ว กลัวมากๆ 
ติดตามประสบการณ์ขนหัวลุกได้จากบันทึกของโซโนโกะ ได้ในครั้งหน้านะคะ 

 

edit @ 17 Feb 2016 21:39:06 by JAPANiCAN by nana

Comment

Comment:

Tweet

Categories